คอลัมน์ “มุมกลับ” ในเดลิเมล์รายวัน เมื่อราวปี 2494 นั้น เป็นคอลัมน์ที่เริ่มจากความคิดของพวกเราอันมีบรรณาธิการ และผู้ช่วยบรรณาธิการเสนอความคิดกันขึ้นมาคือ สมบูรณ์ วิริยศิริ พูนศิลป์ อันตะริกานนท์ และ ทนง ศรัทธาทิพย์ ร่วมด้วย วิจิตร คุณาวุฒิ หัวหน้าแผนกสารคดี
ข้าพเจ้าได้รับหน้าที่ให้เขียนคอลัมน์นี้โดยมิได้เตรียมตัวมาก่อนเลย แต่หลายคนเห็นว่าประสบการณ์ในชีวิตข้าพเจ้าที่ผ่านมาหลายเรื่อง ซึ่งเมื่อคุยๆ กันแล้วก็มีเรื่องออกรสพอจะเอาออกโรงได้ ข้าพเจ้าจึงตกลง แต่การหาเรื่องมุมกลับมาเสนอทุกวี่ทุกวันนั้นไม่ใช่ของง่ายดายนักเพราะเรื่องต่างๆ ที่จัดสรรมานั้น มันเป็นทั้งเรื่องสารคดีสั้นๆ เรื่องขำขันทั่วๆ ไปและบางเรื่องก็มีการเคาะได้กันบ้างตามอัธยาสัย และหลายเรื่องทีเดียว ปรากฏว่ามุมมนไม่กลับไปดังใจ
คอลัมน์นี้เขียนกันหลายคน กล่าวคือช่วยกันเขียนแต่ส่วนใหญ่เขามอบให้ข้าพเจ้าเขียนอย่างรักสนุกโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนสมัยนั้น จึงเป็นการเขียนไปตามเหตุการณ์ที่ได้พบได้เห็นได้ยินและได้ฟังจากเพื่อนฝูงหลายคนในวงการหลายแห่ง มันจึงเป็นเรื่องจริงที่มิได้อิงอะไรเลย ส่วนบางเรื่องที่พิสดารโลดโผนก็ผนวกเข้าในประเภทนิทาน
ในคอลัมน์นี้ ข้าพเจ้าได้เอ่ยนามของนักเขียนมีชื่อหลายท่านในทางขบขัน ซึ่งตัวท่านเองเป็นผู้เล่าให้ฟังบ้างได้รับการถ่ายทอดจากผู้ใกล้ชิดสนิทสนมบ้าง แต่ข้าพเจ้าก็ระมัดระวังที่จะไม่ให้เป็นการก้าวร้าวเกินเลยเป็นอันขาดเมื่อได้ออกนามของ ชิต บุรทัต, ยาขอบ, แก้ว กาญจนา, ไม้ เมืองเดิม, บุศราคำ, ม. ชูพินิจ, พรานบูรพ์, หรือ แม้กระทั่ง นายหนหวย ซึ่งได้ร่วมเขียนหนังสือกันในยุคนั้นอย่างเอาจริงเอาจัง ท่านนักประพันธ์อาวุโสได้มีเรื่องและเหตุการณ์ที่สนุกๆ อยู่เป็นอันมากแต่ในคอลัมน์นี้ข้าพเจ้าได้คัดเอาเฉพราะเรื่องที่เห็นว่ามีสาระที่มีค่าควรแก่การอ่าน เพราะมันเป็นทั้งสารคดี ปกิณกะนิทานและ เรื่องจริงอันเป็นเหตุการณ์ประหลาดๆ มาชุมนุมไว้ไม่น้อยกว่า 40 เรื่อง
จากคอลัมน์ “มุมกลับ” ข้าพเจ้าได้ย้ายมาเปิดโรงที่เดลิเมล์วันจันทร์ ในคอลัมน์ ละครโรงใหญ่ ในเวลาต่อมา ซึ่งก็เป็นเรื่องท่วงทำนองเดียวกันนั่นเอง โดยคุณมานิต ศรีสาครแนะขึ้น ข้าพเจ้าหวังที่จะให้หนังสือเล่มนี้เป็นประสบการณ์ในสมัยหนึ่ง อาจจะต่างไปกับปัจจุบัน แต่หลายเรื่องก็มีข้อคิดซึ่งมันไม่เป็นมุมกลับ แต่มันเป็นเรื่องของชีวิตที่มีทั้งสุขและเศร้า เป็นกระจกเงาบานเล็กๆ ที่ช่วยสะท้อนภาพในอดีตให้ปรากฎออกมาพอดีจะทำให้เรา-ท่าน มองชีวิตในแง่ของความอภิรมย์และความเห็นอกเห็นใจต่อกันยิ่งขึ้น __ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์












