“คนอื่นอาจจะมีความรักเป็นอดีต แต่ข้าพเจ้ามีเหมืองแร่ รักเหมืองแร่ เกลียดเหมืองแร่ แต่ในที่สุดมันก็มีบุญคุณต่อข้าพเจ้า”
.
ผลงานอันเป็นตำนาน รวมเรื่องสั้น 143 เรื่องที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ เลือดเนื้อ ลมหายใจ และชีวิตตลอด 4 ปีเต็มในเหมืองแร่ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในวัยหนุ่ม มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตซึ่งสอนเขาด้วยของจริงว่า ชีวิตคือสิ่งที่หนักหน่วง และความหนักหน่วงนั้นคือค่าของชีวิต เรื่องราวที่เรียกทั้งหยาดน้ำตาและเสียงหัวเราะ มันทั้งโลดโผน แร้นแค้น เงียบเหงาบางคราว แต่ก็เต็มไปด้วยสีสัน มิตรภาพ และความซาบซึ้งใจ
.
“ชีวิตในเหมืองแร่ของข้าพเจ้ามีอยู่สองภาคเท่านั้น ภาคหนึ่งทำงาน อีกภาคหนึ่งไม่ทำงาน เวลาทำงานก็ทำไป เลิกงานแล้วก็นั่งประจำที่โรงกาแฟ การที่เรื่องของข้าพเจ้าสองเรื่องได้ลงพิมพ์ในนิตยสารขายดีในระยะเวลาติดๆ กันนั้น ก็เป็นเพียงแตรวงบรรเลงแก้บนสองเพลงในชีวิตอันว่างเปล่ายาวยืดของข้าพเจ้า เมื่อเลิกแล้วก็แล้วกันไป ข้าพเจ้าจะเป็นนักเขียนได้อย่างไรในท่ามกลางเสียงโฉ่งฉ่างของเครื่องจักรบนเรือขุดแร่ และข้าพเจ้าจะเขียนหนังสือได้อย่างไรด้วยกล้ามเนื้อที่เพลียและสมองที่ต้องการพักผ่อน และคิดอ่านหมกมุ่นอยู่กับงานประจำ
.
แต่ในช่วงระยะเวลาที่กินตัวมันเองเข้าไปทุกคำ คำละวัน คำละเดือน คำละปี นั่นเอง สมุดบันทึกอันไม่มีตัวตนของข้าพเจ้าได้บรรจุสิ่งที่เห็น ความรู้สึกที่ได้รับ เหตุการณ์ บุคคล ดินฟ้าอากาศ ความเคลื่อนไหว สิ่งต่างๆ นานาเหล่านี้ซับซ้อนแทรกซึมกันอยู่ในเนื้อที่ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในระหว่างหัวคิ้วทั้งสองของข้าพเจ้า ตรงนี้กระมังคือที่อยู่ของความทรงจำคนอื่นเขาเก็บความทรงจำไว้ตรงไหน ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ของข้าพเจ้าอยู่ตรงที่ว่านี้ คงจะเป็นเพราะมันอยู่ใกล้นัยน์ตาที่สุด เมื่อนัยน์ตาได้เห็นก็บันทึกไว้ด้วยฟิล์มอันลึกลับผนึกเอาไว้ที่นี่เอง”
-อาจินต์ ปัญจพรรค์


























