ต้องเนรเทศ (Seven Years in Exile)
วัฒน์ วรรลยางกูร
ปกแข็งสันตรง ไม่มีแจ็คเก็ต
ปกภาพถ่ายขาวดำ ผลงานของ “ศุภชัย เกศการุณกุล”
เนื้อในกระดาษปรูฟ
“กระดาษปรูฟ” ขอให้ท่านนึกถึงกระดาษที่ใช้ในการพิมพ์หนังสือพิมพ์ หนังสือเรียนมัธยม หรือตำราของมหาวิทยาลัยเปิดบางแห่ง ที่กระดาษจะเนื้อนิ่มๆ เบาๆ สีออกเทาอมเหลือง
ทุกเล่มมีริบบิ้นคั่นเป็นริบบิ้นขาว
.
เนื้อหาที่อัดแน่นและพรั่งพรูของผู้เขียนจนกลายเป็นหนังสือเล่มโตที่ไม่อาจตัดตอนได้ ขอให้ผู้อ่านนึกถึงการทำงานของ วัฒน์ วรรลยางกูร ยามเมื่อเขารอดพ้นเงื้อมมฤตยูไปถึงแดนผู้ลี้ภัย และลงมือปั่นต้นฉบับออกมาอย่างไม่รู้วันเวลา ดังที่เขาบรรยายไว้
“เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ปี 2020 พร้อมการระบาดไปทั่วโลกของเชื้อไวรัสโควิด 19 ‘ต้องเนรเทศ’ เริ่มมุดเชือกกั้นสังเวียนจากหน้ากระดาษลายมือขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค โลดแล่นทะยาน ตลอดคืน ไม่ง่วง ไม่เพลีย ไม่อยากนอน จนเก้าโมงวันใหม่ก็ยังไม่ง่วง โรงงานผลิตต้นฉบับเครื่องร้อนไม่หยุด จนต้องหยุดพักเครื่อง ราดรดดับเครื่องร้อนด้วยเครื่องดื่มสูตรเดิม … พิมพ์ต้นฉบับข้ามคืน ตาค้าง ไม่อยากนอน กว่าจะหลับลงได้ มิรู้ว่าเวลาเท่าไรของวันใหม่ ทิวากาลที่ไร้แสงแดด ชวนสับสน…”
(ต้องเนรเทศ, หน้า 5)
…
“ไกลบ้าน ไกลรัก ไกลมิตรสหาย
ไกลความตายคนถ่อยคอยไล่ล่า
ไกลคนต้องจากกันไม่ทันลา
โค้งขอบฟ้าแทนอกอ้อมน้อมอุ่นใจ
กินคนเดียว ดื่มคนเดียว นอนคนเดียว
เปล่าเปลี่ยวบนทางรักที่ฝักใฝ่
แกงหนึ่งหม้อกินคนเดียวซ้ำมื้อไป
กินคนเดียวกินได้กี่เดือนปี
กินคนเดียวนั่งลงตรงที่เก่า
กระทะเตาร่วมชะตามารศรี
ครกมีดสากกะเบือเขียงทัพพี
ปีต่อปีเดือนต่อเดือนเคลื่อนผ่านไป”
-วัฒน์ วรรลยางกูร, ต้องเนรเทศ หน้า 481
“การทำอาหาร” มีความหมายพิเศษสำหรับวัฒน์ วรรลยางกูร ทั้งแทนความคิดถึงอดีต ดับความว้าวุ่นในใจ ทั้งคล้ายเป็นการทำสมาธิ และบางทีก็ราวกับจะให้เป็นศิลปะของการเสาะหาความอุดมในยามไร้ ให้เป็นปากะศิลป์ที่ไม่มีใครได้ลิ้มรสนอกจากตัวเอง
ภาพปกถ่ายในปี 2015 ในระหว่างการหลบภัยอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดย “ศุภชัย เกศการุณกุล”
และนำมาจัดวางออกแบบเป็นปกโดย “ชาตรี ประกิตนนทการ”














