ภายหลังมอบภารกิจให้ตัวเองด้วยการเขียนนวนิยายเกี่ยวกับชุมชน ผมก็รีบเดินทางไปยังตำบลสมอแข อำเภอเมืองพิษณุโลก ภายในเวลาไม่นาน
ไม่ใช่เพราะสมอแขอยู่ไม่ไกลจากบางกระทุ่มซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่
ไม่ใช่เพราะสมอแขเดินทางสะดวกกว่าท้องถิ่นอื่นๆ
หากแต่เป็นเครื่องหมายคำถามที่ค้างคาใจผมมาตลอดว่า ความเป็นเมืองในฐานะตำบลซึ่งขึ้นตรงต่อ “อำเภอเมือง” ยังจะมีอะไรต้องพัฒนามากไปกว่าความเจริญด้านวัตถุ ยิ่งเมื่อช่วงเวลาที่ผมเดินทางไปนั้น ผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่ต่างกำลังตื่นเต้นกับข่าวการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นพาหนะที่แม้แต่ผมก็ยังชื่นชอบคู่ขนานไปกับชื่อเสียงของ “สีแยกอินโดจีน” ในฐานะองค์ประกอบสำคัญหากเมืองไทยก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
เป้าหมายในการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองซึ่งนับวันจะถวิลหาบ้านตึก ถนนรนแคม และสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก จึงเริ่มขึ้น ณ บัดนั้น
นับจากลงรถไฟที่สถานีพิษณุโลกเพื่อลงพื้นที่หาข้อมูล ผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพนักงานขององค์การบริหารส่วนตำบลสมอแข พวกเขาได้พาผมเดินทางเข้าไปยังหัวใจสำคัญของสารพัดโครงการซึ่งทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน ทั้งธนาคารต้นไม้ ธนาคารเด็ก โครงการเลี้ยงกบและไส้เดือน บ้านและอาคารที่ดัดแปลงให้เป็นโฮมสเตย์ แม้กระทั่งรั้วกระถินกินได้ ฯลฯ
ก่อนเวลาเปลี่ยนผ่าน จึงเป็นนวนิยายเล่มแรกของผม ที่บังเกิดขึ้นเพื่อฉานฉายเรื่องราวเล็กๆ ของตำบลสมอแข อำเภอเมืองพิษณุโลก ร่ายเล่าเรื่องราวของชาวบ้านที่จัดสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนให้เป็นรูปธรรม ในฐานะที่ท้องถิ่นของเขากำลังถูกโอบล้อมด้วยความเป็นเมืองโดยมีตัวละครอันเปรียบเสมือนตัวแทนจากคนเมืองที่เข้าไปสัมผัสเรื่องราวชีวิตของคนในพื้นที่
“พื้นที่” ซึ่งผมได้สัมผัสด้วยตนเองว่ามีความเป็น “เมือง” กับ “ชนบท” หลอมรวมอยู่ในดินแดนเดียวกัน
แก่นหลักจากนวนิยายเล่มนี้ ฉายให้เห็นเรื่องราวระหว่าง “เมือง” และ “ชนบท” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักมองว่าถึงชนบทจะเป็นรากเหง้าเก่าแก่แต่ก็คล้าย “คนพิการ” ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องรอรับความช่วยเหลือจากนโยบายยักษ์ใหญ่แม้อาจต้องคล้อยตามผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มอยู่ร่ำไปทว่าในระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัยยังมี “คนเล็กๆ” ที่เลือกจะใช้ชีวิตท่ามกลางท้องทุ่งและคันนายืนหยัดสู่ด้วยการ “พึ่งพาตนเอง” เป็นหลักสำคัญพร้อมกับก่อร่างความฝันเพื่อที่จะทำให้สังคมของพวกเขาดีขึ้น












